วิธีการปลูกใบเตย
การปลูกเตยหอมนั้นเราจะต้องมีพื้นที่จะเพาะปลูก ต้องใกล้น้ำค่อนข้างแฉะ มีน้ำหมุนเวียนตลอดปี มีร่มเงารำไรให้ต้นเตยไม่โดนแสงแดดโดยตรง หรือตามร่องสวน ตามชายบ่อน้ำ
ส่วนการปลูกในพื้นนามีการเตรียมดินคล้ายกับการทำนาแต่ทำเพียงครั้งเดียวก่อนปลูกเพื่อให้พื้นที่เรียบ ระบบน้ำดูแลง่าย
ส่วนทางเดินเข้าเก็บเกี่ยวเตยหอมขึ้นอยู่ตามความสะดวกสบายที่ผู้ปลูกต้องจัดการและวางแผนเอง ตามความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกและขนาดพื้นที่
ก่อนปลูกต้องเปิดน้ำเข้าแปลงประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นเตรียมต้นพันธุ์เตยหอมที่แข็งแรงที่มีรากปักลงในแปลง
โดยทำเหมือนการดำนา จากนั้นดูแลระบบถ่ายเทน้ำดูแลไม่ให้ต้นที่ปักดำลอยขึ้นมา ทิ้งไว้ 3 เดือน จึงเพิ่มปริมาณน้ำขึ้น หลังจากปลูก 6 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้
การเก็บเกี่ยวใช้มีดตัดยอด อย่าเสียดายยอด การตัดยอด 1 ยอด ทำให้เกิดยอดใหม่มากมาย โดยเฉลี่ยตัดไป 1 ยอด จะได้ยอดใหม่ 3-5 ยอด
ทั้งนี้ การดูแลบำรุงรักษาต้นเตยหอมนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เพียงแต่เกษตรกรจำเป็นต้องเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีการปรับพื้นที่ให้โล่ง
ไม่มีวัชพืชขึ้นปกคลุมต้นเตยหอม เพราะจะทำให้ใบเตยหอม หรือต้นเจริญเติบโตช้า และใบไม่สวย ควรจะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก บำรุงต้น และใบบ้าง เพื่อให้ต้นเตยหอม มีความอุดมสมบูรณ์
สำหรับใบเตยหอม ที่ส่งขายไปยังท้องตลาด ก็สามารถจะนำไปประกอบอาหารคาว หวาน ได้ตามความต้องการ
นอกจากนี้ก็ยังไปประกอบร่วมกับดอกไม้ในการไหว้พระ ซึ่งในตลาดมีความต้องการใบเตยหอมเป็นอย่างมาก
Cr. http://farmkaset.blogspot.com/2013/07/blog-post_6545.html
วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
เพาะถั่วงอกคอนโดขาย พื้นที่จำกัดก็ทำเป็นอาชีพได้!!
เพาะถั่วงอกคอนโดขาย พื้นที่จำกัดก็ทำเป็นอาชีพได้!!
หากถามว่า ผักอะไรเอ่ย? ที่ใช้เวลาในเวลาการเพาะปลูกน้อยที่สุด หลายๆคนคงตอบได้อย่างทันทีเลยว่า"ถั่วงอก" วันนี้เหมียววดีจะมาแนะนำอาชีพเสริมจากการเกษตรแบบง่ายๆที่สร้างรายได้ให้กับเราอย่างไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นก็คือ "การเพาะถั่วงอกขาย" ถั่วงอกเกิดจากการเพาะเมล็ดถั่ว
ซึ่งสามารถเพาะได้จากถั่วหลายชนิด แต่เมล็ดถั่วเขียวจะเป็นที่นิยมที่สุด ถั่วงอกถือว่าเป็นผักที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงทั้งโปรตีนและเกลือแร่ เวลาที่ใช้ในการเพาะถั่วงอกนั้นก็แสนสั้นใช้เวลาเพียง 3-4 วัน
และที่สำคัญถั่วงอกเป็นผักที่ยังมีความต้องการในตลาดสูง เพราะในการปรุงอาหารทั้งไทย จีน อาหารพื้นบ้าน อาหารเจและมังสวิรัต ก็ยังใช้ถั่วงอกเป็นส่วนประกอบหรือเป็นเครื่องเคียง
การเพาะถั่วงอกเพื่อขายนั้น จึงถือว่าเป็นธุรกิจทำเงินที่น่าสนใจและยังคงมาแรงถึงยุคปัจจุบันเลยทีเดียว เหมียววดีจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้ถึงวิธีทำเงินจากการเพาะถั่วงอกเพื่อขายไว้เป็นทางเลือกของอาชีพเสริมกันค่ะ
วิธีการเพาะถั่วงอกเพื่อขาย
การเพราะถั่วงอก มีหลากหลายวิธี เช่น เพาะในทราย เพาะในขวดน้ำ หรือเพาะในหม้อดิน และอีกหลายวิธี แต่วันนี้ เหมียววดี มีวิธีการเพาะถั่วงอกเพื่อขาย ที่เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด
แต่จะได้ปริมาณถั่วงอกที่มาก ด้วยวิธีการง่ายๆเหมาะผู้เริ่มต้นกับการเกษตรเชิงสร้างสรรค์ นั่นก็คือ "การเพาะถั่วงอกคอนโด" เราไปดูกันเลยค่ะว่ามีอุปกรณ์อะไรและมีวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดอย่างไร
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเพาะถั่วงอกคอนโด
1. ถังขนาด 30 ลิตร มีฝาปิดและทึบแสง นำมาเจาะรูที่ก้นถังให้ทั่วเพื่อระบายน้ำที่รดถั่วงอก
2. ผ้ากระสอบ ตัดเป็นวงกลมเท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 7 ผืน
3. ตะแกรงปิ้งปลา ให้นำมาดัดขาให้สูง 1 นิ้ว จะใช้วางที่ก้นถัง เพื่อให้ถั่วงอกคอนโดชั้นแรกหยั่งรากได้
4. ตะแกรงไนล่อน หรือตาข่ายพลาสติก ต้องมีรูเล็กกว่าเมล็ดถั่ว นำมาตัดเป็นวงกลมให้เท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 5 ใบ
5. เมล็ดถั่วเขียว ครึ่งกิโลกรัม นำมาคัดเมล็ดลีบเสียทิ้งไป แล้วแช่เมล็ดถั่วในน้ำอุ่น อัตราส่วน น้ำร้อน:น้ำเย็น 1:1 นาน 4 ชั่วโมง ถ้าแช่ในน้ำธรรมดา นาน 8 ชั่วโมง เมื่อครบชั่วโมงให้นำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง จากนั้นไปเริ่มวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดกันเลยค่ะ
ขั้นตอนการเพราะถั่วงอกคอนโด
ก่อนอื่นเราต้องลวกอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคก่อนนะคะ จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดได้เลยค่ะ
1. วางตะแกรงปิ้งปลาลงที่ก้นถัง แล้ววางทับด้วยผ้ากระสอบ 1 ผืน วางตะแกรงไนล่อน 1 ใบ ทับบนผ้ากระสอบ
2. วางเมล็ดถั่วส่วนลงบนตะแกรงไนล่อน เกลี่ยให้ทั่วตะแกรง เทคนิคคืออย่าวางเมล็ดถั่วซ้อนกัน ถั่วงอกจะได้งอกสมบูรณ์และอวบน่ารับประทาน
3. ทำเช่นเดียวกันจนครบทั้ง 5 ชั้น ปิดทับถั่วเขียวชั้นบนสุดด้วยผ้ากระสอบ 2 ผืน ใช้ฝักบัวรดน้ำให้ชุ่ม แล้วปิดฝาถัง
4. ใช้ฝักบัวรดน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ละครั้งให้สังเกตน้ำที่ระบายออกมาจากรูก้นถัง หากยังมีอุณหภูมิสูง ให้รดน้ำต่อไปจนกระทั่งน้ำมีอุณหภูมิปกติ ทำเช่นนี้ 2 คืน 3 วัน
5. เมื่อครบ 3 วัน ให้เตรียมกะละมังใส่น้ำ ยกแผงของถั่วงอกออกมาจากถัง แล้วจะเห็นว่าต้นถั่วงอกจะอยู่ด้านบนของตะแกรงไนล่อนค่ะ ส่วนรากถั่วงอกจะทะลุผ่านผ้ากระสอบ ให้ใช้มีดปาดที่โคนต้นถั่วงอกด้านที่ติดกับตะแกรงไนล่อนลงสู่กะละมัง ล้างถั่วงอกที่ตัดรากแล้วให้สะอาด ถั่วงอกก็พร้อมที่จะนำไปบรรจุถุงเพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป เป็นอันเสร็จขึ้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดแล้วค่ะ
ช่องทางการขาย
ช่องทางทำเงินจากการขายถั่วงอกคอนโดนั้น มีทั้งในตลาดขนาดเล็ก เช่น ตลาดในหมู่บ้าน ในชุมชน หรือถ้าทำเป็นธุรกิจหลัก ก็สามารถติดต่อกับตลาดค้าส่งผักได้อีกด้วย ถั่วงอกคอนโดยังสามารถทำกลยุทธ์ทางการตลาดได้ ด้วยการบรรจุหีบห่อที่สวยงาม แล้วพิมพ์ข้างถุงได้เลยค่ะว่าเป็นถั่วงอกคอนโดปลอดสารเคมี อุปกรณ์ที่เราใช้ในการเพาะถั่วงอกครั้งแรกทั้งหมดก็สามารถใช้ซ้ำและมีอายุยาวนาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการเก็บรักษา จึงถือว่าประหยัดต้นทุนมากค่ะ
สรุป
การเพาะถั่วงอกคอนโดนั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วยค่ะ เพราะไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆในการเพาะปลูกเลย สบายใจทั้งผู้ผลิตและผู้รับประทาน
การลงทุนก็เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว ซื้ออุปกรณ์ในช่วงเริ่มแรก จากนั้นก็สามารถใช้อุปกรณ์เดิมในการเพาะถั่วงอกได้ในครั้งต่อๆไป ทำให้ประหยัดต้นทุนได้มากเลยค่ะ
หรือจะเพราะถั่วงอกเพื่อกินเองในครอบครัว ก็ยิ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือเก็บเหลือออมไว้ลงทุนด้านอื่นๆ ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณาการเพาะถั่วงอกคอนโดเพื่อขายเผื่อไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอาชีพเสริมกันดูนะคะ
จาก careermakemoney.blogspot.com
http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02147
Cr. http://farmkaset.blogspot.com/2015/04/blog-post_43.html
หากถามว่า ผักอะไรเอ่ย? ที่ใช้เวลาในเวลาการเพาะปลูกน้อยที่สุด หลายๆคนคงตอบได้อย่างทันทีเลยว่า"ถั่วงอก" วันนี้เหมียววดีจะมาแนะนำอาชีพเสริมจากการเกษตรแบบง่ายๆที่สร้างรายได้ให้กับเราอย่างไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นก็คือ "การเพาะถั่วงอกขาย" ถั่วงอกเกิดจากการเพาะเมล็ดถั่ว
ซึ่งสามารถเพาะได้จากถั่วหลายชนิด แต่เมล็ดถั่วเขียวจะเป็นที่นิยมที่สุด ถั่วงอกถือว่าเป็นผักที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงทั้งโปรตีนและเกลือแร่ เวลาที่ใช้ในการเพาะถั่วงอกนั้นก็แสนสั้นใช้เวลาเพียง 3-4 วัน
และที่สำคัญถั่วงอกเป็นผักที่ยังมีความต้องการในตลาดสูง เพราะในการปรุงอาหารทั้งไทย จีน อาหารพื้นบ้าน อาหารเจและมังสวิรัต ก็ยังใช้ถั่วงอกเป็นส่วนประกอบหรือเป็นเครื่องเคียง
การเพาะถั่วงอกเพื่อขายนั้น จึงถือว่าเป็นธุรกิจทำเงินที่น่าสนใจและยังคงมาแรงถึงยุคปัจจุบันเลยทีเดียว เหมียววดีจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้ถึงวิธีทำเงินจากการเพาะถั่วงอกเพื่อขายไว้เป็นทางเลือกของอาชีพเสริมกันค่ะ
วิธีการเพาะถั่วงอกเพื่อขาย
การเพราะถั่วงอก มีหลากหลายวิธี เช่น เพาะในทราย เพาะในขวดน้ำ หรือเพาะในหม้อดิน และอีกหลายวิธี แต่วันนี้ เหมียววดี มีวิธีการเพาะถั่วงอกเพื่อขาย ที่เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด
แต่จะได้ปริมาณถั่วงอกที่มาก ด้วยวิธีการง่ายๆเหมาะผู้เริ่มต้นกับการเกษตรเชิงสร้างสรรค์ นั่นก็คือ "การเพาะถั่วงอกคอนโด" เราไปดูกันเลยค่ะว่ามีอุปกรณ์อะไรและมีวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดอย่างไร
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเพาะถั่วงอกคอนโด
1. ถังขนาด 30 ลิตร มีฝาปิดและทึบแสง นำมาเจาะรูที่ก้นถังให้ทั่วเพื่อระบายน้ำที่รดถั่วงอก
2. ผ้ากระสอบ ตัดเป็นวงกลมเท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 7 ผืน
3. ตะแกรงปิ้งปลา ให้นำมาดัดขาให้สูง 1 นิ้ว จะใช้วางที่ก้นถัง เพื่อให้ถั่วงอกคอนโดชั้นแรกหยั่งรากได้
4. ตะแกรงไนล่อน หรือตาข่ายพลาสติก ต้องมีรูเล็กกว่าเมล็ดถั่ว นำมาตัดเป็นวงกลมให้เท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 5 ใบ
5. เมล็ดถั่วเขียว ครึ่งกิโลกรัม นำมาคัดเมล็ดลีบเสียทิ้งไป แล้วแช่เมล็ดถั่วในน้ำอุ่น อัตราส่วน น้ำร้อน:น้ำเย็น 1:1 นาน 4 ชั่วโมง ถ้าแช่ในน้ำธรรมดา นาน 8 ชั่วโมง เมื่อครบชั่วโมงให้นำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง จากนั้นไปเริ่มวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดกันเลยค่ะ
ขั้นตอนการเพราะถั่วงอกคอนโด
ก่อนอื่นเราต้องลวกอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคก่อนนะคะ จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดได้เลยค่ะ
1. วางตะแกรงปิ้งปลาลงที่ก้นถัง แล้ววางทับด้วยผ้ากระสอบ 1 ผืน วางตะแกรงไนล่อน 1 ใบ ทับบนผ้ากระสอบ
2. วางเมล็ดถั่วส่วนลงบนตะแกรงไนล่อน เกลี่ยให้ทั่วตะแกรง เทคนิคคืออย่าวางเมล็ดถั่วซ้อนกัน ถั่วงอกจะได้งอกสมบูรณ์และอวบน่ารับประทาน
3. ทำเช่นเดียวกันจนครบทั้ง 5 ชั้น ปิดทับถั่วเขียวชั้นบนสุดด้วยผ้ากระสอบ 2 ผืน ใช้ฝักบัวรดน้ำให้ชุ่ม แล้วปิดฝาถัง
4. ใช้ฝักบัวรดน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ละครั้งให้สังเกตน้ำที่ระบายออกมาจากรูก้นถัง หากยังมีอุณหภูมิสูง ให้รดน้ำต่อไปจนกระทั่งน้ำมีอุณหภูมิปกติ ทำเช่นนี้ 2 คืน 3 วัน
5. เมื่อครบ 3 วัน ให้เตรียมกะละมังใส่น้ำ ยกแผงของถั่วงอกออกมาจากถัง แล้วจะเห็นว่าต้นถั่วงอกจะอยู่ด้านบนของตะแกรงไนล่อนค่ะ ส่วนรากถั่วงอกจะทะลุผ่านผ้ากระสอบ ให้ใช้มีดปาดที่โคนต้นถั่วงอกด้านที่ติดกับตะแกรงไนล่อนลงสู่กะละมัง ล้างถั่วงอกที่ตัดรากแล้วให้สะอาด ถั่วงอกก็พร้อมที่จะนำไปบรรจุถุงเพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป เป็นอันเสร็จขึ้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดแล้วค่ะ
ช่องทางการขาย
ช่องทางทำเงินจากการขายถั่วงอกคอนโดนั้น มีทั้งในตลาดขนาดเล็ก เช่น ตลาดในหมู่บ้าน ในชุมชน หรือถ้าทำเป็นธุรกิจหลัก ก็สามารถติดต่อกับตลาดค้าส่งผักได้อีกด้วย ถั่วงอกคอนโดยังสามารถทำกลยุทธ์ทางการตลาดได้ ด้วยการบรรจุหีบห่อที่สวยงาม แล้วพิมพ์ข้างถุงได้เลยค่ะว่าเป็นถั่วงอกคอนโดปลอดสารเคมี อุปกรณ์ที่เราใช้ในการเพาะถั่วงอกครั้งแรกทั้งหมดก็สามารถใช้ซ้ำและมีอายุยาวนาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการเก็บรักษา จึงถือว่าประหยัดต้นทุนมากค่ะ
สรุป
การเพาะถั่วงอกคอนโดนั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วยค่ะ เพราะไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆในการเพาะปลูกเลย สบายใจทั้งผู้ผลิตและผู้รับประทาน
การลงทุนก็เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว ซื้ออุปกรณ์ในช่วงเริ่มแรก จากนั้นก็สามารถใช้อุปกรณ์เดิมในการเพาะถั่วงอกได้ในครั้งต่อๆไป ทำให้ประหยัดต้นทุนได้มากเลยค่ะ
หรือจะเพราะถั่วงอกเพื่อกินเองในครอบครัว ก็ยิ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือเก็บเหลือออมไว้ลงทุนด้านอื่นๆ ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณาการเพาะถั่วงอกคอนโดเพื่อขายเผื่อไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอาชีพเสริมกันดูนะคะ
จาก careermakemoney.blogspot.com
http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02147
Cr. http://farmkaset.blogspot.com/2015/04/blog-post_43.html
วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559
Positive Thinking เพื่อการปรับมุมมอง >>หรือกรอบของความคิด!!
>>เป็นการคิดในมุมมองที่เราไม่เคยมอง เป็นมุมที่จะช่วยให้เราสบายใจขึ้น
การคิดบวกสามารถใช้ในการแทนที่ความคิดลบหรือความคิดที่บิดเบือนต่างๆได้
เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นส่วนประกอบของการรักษาโรคทางจิตเวชแทบทุกโรค
จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและสังคมของสหรัฐอเมริกาเผยว่า..
การคิดบวกเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ตัวเองมีความสุข โดยที่การคิดบวกนั้นไม่ใช่การคิดหาคำตอบว่าอะไรถูกหรือผิด แต่เป็นการคิดเพื่อให้เราได้เข้าใจในสิ่งที่กำลังเป็นไป
หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า..
การคิดบวกเป็นเรื่องของคนโลกสวยหรือมองความจริงเพียงด้านเดียวโดยไม่ยอมสนใจมุมที่เป็นด้านลบ
แต่จริงๆแล้วการคิดบวกเป็นการ (พยายาม) ปรับมุมมองหรือกรอบของความคิด
โดยไม่ใช่เพื่อหลอกตัวเองว่าเรา "ไม่มีปัญหา" แต่เพื่อให้เรา "มีแรงพอ" ที่จะสู้กับปัญหา
เป็นการมองปัญหานั้นในมุมใหม่ๆ เช่น มองว่าปัญหา"แม้จะยาก แต่ก็สามารถแก้ได้หากมีความพยายามและวิธีการที่ดีพอ" หรือเลือกที่จะมองปัญหาว่าเป็น "โอกาส"
ในการเรียนรู้หรือเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต การคิดบวกจึงเป็นการคิดในทางที่ไม่ต้องเครียดมากนัก
และสไดล์ชุดนี้ก็เป็นแนวทางเบื้องต้น ที่จะช่วยให้เราสามารถฝึกเป็นคนคิดบวกได้ครับ :)
ปล. เทคนิคการคิดบวกอาจไม่สามารถนำมาใช้กับทุกๆ บริบทของชีวิต (ในการแข่งขัน การค้าขาย การตลาด สงคราม)
การเลือกใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาจึงนับเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งของการดำเนินชีวิต
.
By...คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
www.facebook.com/D2JED
Link : http://tinyurl.com/qzxfjel
การคิดบวกสามารถใช้ในการแทนที่ความคิดลบหรือความคิดที่บิดเบือนต่างๆได้
เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นส่วนประกอบของการรักษาโรคทางจิตเวชแทบทุกโรค
การคิดบวกเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ตัวเองมีความสุข โดยที่การคิดบวกนั้นไม่ใช่การคิดหาคำตอบว่าอะไรถูกหรือผิด แต่เป็นการคิดเพื่อให้เราได้เข้าใจในสิ่งที่กำลังเป็นไป
การคิดบวกเป็นเรื่องของคนโลกสวยหรือมองความจริงเพียงด้านเดียวโดยไม่ยอมสนใจมุมที่เป็นด้านลบ
แต่จริงๆแล้วการคิดบวกเป็นการ (พยายาม) ปรับมุมมองหรือกรอบของความคิด
เป็นการมองปัญหานั้นในมุมใหม่ๆ เช่น มองว่าปัญหา"แม้จะยาก แต่ก็สามารถแก้ได้หากมีความพยายามและวิธีการที่ดีพอ" หรือเลือกที่จะมองปัญหาว่าเป็น "โอกาส"
ในการเรียนรู้หรือเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต การคิดบวกจึงเป็นการคิดในทางที่ไม่ต้องเครียดมากนัก
และสไดล์ชุดนี้ก็เป็นแนวทางเบื้องต้น ที่จะช่วยให้เราสามารถฝึกเป็นคนคิดบวกได้ครับ :)
ปล. เทคนิคการคิดบวกอาจไม่สามารถนำมาใช้กับทุกๆ บริบทของชีวิต (ในการแข่งขัน การค้าขาย การตลาด สงคราม)
การเลือกใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาจึงนับเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งของการดำเนินชีวิต
.
By...คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
www.facebook.com/D2JED
Link : http://tinyurl.com/qzxfjel
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สูตรล้างไขมันสะสมในลำไส้ ล้างพิษในลำไส้ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น!!!
สูตรล้างไขมันสะสมในลำไส้ ล้างพิษในลำไส้ ลำไส้สะอาด สุขภาพดีขึ้น!
สุขภาพร่างการเราเป็นเรื่องสำคัญ อย่าละเลยที่จะดูแลตัวเอง เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง
โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร หากสะสมมากจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั่นปัสสวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย
หน้าห้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างรายที่จะบ่งบอกถึงว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร
นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้าไปสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้องมาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด
และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เราจึงมีวิธีทำสูตรนี้มาาแนะให้ทำกันค่ะ
สูตรลดหน้าท้องนี้ จะช่วยปรับสมดูลร่างกาย และควบคุณน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน
สามารถนำวิธีนี้ไปทำดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้
-นมสดรสจืด หรือ โยเกิร์ตรไขมันต่ำ ครึ่งถ้วย
-น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่อยากให้หวานมากก็ลดลงเหลือ 3/4 ช้อนค่ะ)
-มะนาวสด 1 ลูก
น้ำผึ้ง จะพบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียว และยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน
ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ และต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล ควรรางทิ้งไว้ 15-30 นาที เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงาน และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น
สรรพคุณไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะเห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก
ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพราะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ
แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ทำให้ลำไว้ทำงานได้ดีไม่ทำให้ลำใส้บวมหน้าท้องป่องควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวันนะคะ
ที่มา http://www.lovenayou.com/4323/
สุขภาพร่างการเราเป็นเรื่องสำคัญ อย่าละเลยที่จะดูแลตัวเอง เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง
โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร หากสะสมมากจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั่นปัสสวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย
หน้าห้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างรายที่จะบ่งบอกถึงว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร
นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้าไปสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้องมาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด
และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เราจึงมีวิธีทำสูตรนี้มาาแนะให้ทำกันค่ะ
สูตรลดหน้าท้องนี้ จะช่วยปรับสมดูลร่างกาย และควบคุณน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน
สามารถนำวิธีนี้ไปทำดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้
-นมสดรสจืด หรือ โยเกิร์ตรไขมันต่ำ ครึ่งถ้วย
-น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่อยากให้หวานมากก็ลดลงเหลือ 3/4 ช้อนค่ะ)
-มะนาวสด 1 ลูก
น้ำผึ้ง จะพบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียว และยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน
ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ และต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล ควรรางทิ้งไว้ 15-30 นาที เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงาน และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น
สรรพคุณไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะเห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก
ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพราะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ
แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ทำให้ลำไว้ทำงานได้ดีไม่ทำให้ลำใส้บวมหน้าท้องป่องควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวันนะคะ
ที่มา http://www.lovenayou.com/4323/
วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559
พบแม่เฒ่า 5 แผ่นดิน อายุกว่า 111 ปี >>>เผยเคล็ดลับ!! อยากอายุยืนต้องทำแบบนี้!!!
ที่บ้านปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ที่บ้านหลังหนึ่งอยู่ติดกับเขาบรรทัด อากาศดี ธรรมชาติสวยงาม ร่มรื่นไปด้วยป่าเขาและสายน้ำ มีผลไม้นานาชนิด.
พบคุณแม่ท่านหนึ่งเป็นหญิงอายุ 111 ปี เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังสุขภาพแข็งแรง ความจำดี
คุณแม่แดง หนูสังข์ อายุ 111 ปี ดูตามบัตรประจำตัวประชาชนเกิดเมื่อปี พ.ศ.2447 สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นบุคคลที่อยู่มา 5 แผ่นดิน
โดยในบ้านอยู่รวมกับลูกสาว คือนางยศ นุ่นขาว อายุ 88 ปี และมีหลาน ๆ อายุ 60 ปี แล้ว
นอกจากนั้นยังมีทายาทอีก 5 รุ่น ลูก หลาน เหลน หลิน โหลน กว่า 200 คน อยู่ใน 2 หมู่บ้าน โดยมีสายคลองกั้นกลางแยกเป็น 2 หมู่บ้านเขาหลัก ตะวันออกและตะวันตก
หลานเล่าให้ฟังว่า ทวดแดงจะทานข้าวซ้อมมือพร้อมกับอาหารประเภทต้ม คือต้มปลา ต้มหมู ผัดผัก ปลาทอด ชอบรับประทานผลไม้ทุกชนิดโดยเฉพาะทุเรียน และชอบออกกำลังกาย
ช่วงอายุ 80-90 ปี คือ ทำสวนยางพารา ปลูกข้าวไร่ ปลูกผลไม้ หาปลา ทำงานด้านการเกษตรมาตลอด แต่มาระยะหลังอายุ 90 ปีมานี้หยุดทำงาน แต่ไม่มีโรคประจำตัว ชอบนอนพักผ่อนคือนอนเต็มอิ่ม ชอบไปทำบุญที่วัด
มาระยะหลังไม่ไปแล้วเพราะแก่มากลูกหลานไม่ยอมให้ไป คุณทวดแดงช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ กินข้าว นอนหลับ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน
คุณทวดแดงเป็นคนอารมณ์ดี มีลูกหลานแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่ตลอด สมัยตอนยังสาวชอบปลูกพืชผักไว้บริเวณบ้าน ส่วนหนึ่งนำไปขาย อีกส่วนเก็บไว้รับประทานเอง ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้
ข้อมูลจาก http://news.sanook.com/1840811/ , http://www.bigza.com/
พบคุณแม่ท่านหนึ่งเป็นหญิงอายุ 111 ปี เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังสุขภาพแข็งแรง ความจำดี
คุณแม่แดง หนูสังข์ อายุ 111 ปี ดูตามบัตรประจำตัวประชาชนเกิดเมื่อปี พ.ศ.2447 สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นบุคคลที่อยู่มา 5 แผ่นดิน
โดยในบ้านอยู่รวมกับลูกสาว คือนางยศ นุ่นขาว อายุ 88 ปี และมีหลาน ๆ อายุ 60 ปี แล้ว
นอกจากนั้นยังมีทายาทอีก 5 รุ่น ลูก หลาน เหลน หลิน โหลน กว่า 200 คน อยู่ใน 2 หมู่บ้าน โดยมีสายคลองกั้นกลางแยกเป็น 2 หมู่บ้านเขาหลัก ตะวันออกและตะวันตก
หลานเล่าให้ฟังว่า ทวดแดงจะทานข้าวซ้อมมือพร้อมกับอาหารประเภทต้ม คือต้มปลา ต้มหมู ผัดผัก ปลาทอด ชอบรับประทานผลไม้ทุกชนิดโดยเฉพาะทุเรียน และชอบออกกำลังกาย
ช่วงอายุ 80-90 ปี คือ ทำสวนยางพารา ปลูกข้าวไร่ ปลูกผลไม้ หาปลา ทำงานด้านการเกษตรมาตลอด แต่มาระยะหลังอายุ 90 ปีมานี้หยุดทำงาน แต่ไม่มีโรคประจำตัว ชอบนอนพักผ่อนคือนอนเต็มอิ่ม ชอบไปทำบุญที่วัด
มาระยะหลังไม่ไปแล้วเพราะแก่มากลูกหลานไม่ยอมให้ไป คุณทวดแดงช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ กินข้าว นอนหลับ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน
คุณทวดแดงเป็นคนอารมณ์ดี มีลูกหลานแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่ตลอด สมัยตอนยังสาวชอบปลูกพืชผักไว้บริเวณบ้าน ส่วนหนึ่งนำไปขาย อีกส่วนเก็บไว้รับประทานเอง ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้
ข้อมูลจาก http://news.sanook.com/1840811/ , http://www.bigza.com/
วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559
กากหมูอาหารว่างที่ถูกปากใครหลายคน ทำเองได้ง่ายๆ
กากหมูอาหารว่างที่ถูกปากใครหลายคน ด้วยความกรุบกรอบของกากหมูทำให้กินเท่าไหร่ก็เพลินจนวางมือไม่ลง
แต่ในบางครั้งเวลาซื้อกินมักเจอกับปัญหากากหมูเหม็นหืน จึงทำให้เสียรสชาติในการกิน ฉะนั้นในวันนี้เราจึงอยากมานำเสนอสูตรวิธีทำกากหมู ให้กรอบและหอมหวาน ทานเล่นยังอร่อย
วิธีการทำ
1.นำหนังหมูติดมันหั่นเป็นชิ้นๆเยอะหรือน้อยก็แล้วแต่ต้องการ
2. นำน้ำส้มสายชูเทลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว ไม่ต้องเยอะมาก (หากใช้หนังหมูประมาณ 2 กิโลกรัม ให้ใช้น้ำส้มสายชู 3/4 ช้อนโต๊ะ)
3. จากนั้นนำหนังหมูเทใส่กระทะที่ตั้งไฟ โดยเลือกใช้ไฟปานกลาง
4. ควรหมั่นคน หมูกรอบของคุณจะได้สุกและเหลืองเท่าๆ กัน
5. ทำการเจียวจนน้ำมันเริ่มออก และให้คุณทำการสังเกตว่า ถ้าหากน้ำมันเริ่มแตกจากหนังหมู(เสียงกระเด็นโพละๆ) ไม่ต้องกลัว ให้นำหนังหมูลงจากเตา
6. ทำการตักกากหมูออกจากน้ำมันขึ้นพักทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง
7. นำน้ำมันที่เหลือมาตั้งไฟ โดยใช้ไฟแรงกว่าเดิม รอจนน้ำมันร้อนได้ที่
8. เมื่อน้ำมันร้อนแล้ว ให้เทหนังหมูเราลงไปทอดอีกครั้ง หมั่นคนเหมือนเดิม หนังหมูจะเริ่มฟูเริ่มพอง
9. เมื่อได้ยินเสียงหนังหมูแตก แล้วก็จะค่อยๆ เริ่มเหลืองขึ้นๆ พอเหลืองสวยก็เป็นอันเสร็จ
10. จากนั้นตักออกจากน้ำมันขึ้นพักให้เย็น ทานคู่กับน้ำพริก, ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยวหรือจะทานเล่นก็ยังได้
หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว น้ำลายสอกันเลยใช่ไหมละ แถมได้ทราบถึงสูตรวิธีทำกากหมู ให้กรอบและหอมหวาน ทานเล่นยังอร่อยกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็อย่ารอช้าเข้าครัวไปทำกันเถอะ
ขอบคุณข้อมูล http://www.thaijobsgov.com/jobs/79374
แต่ในบางครั้งเวลาซื้อกินมักเจอกับปัญหากากหมูเหม็นหืน จึงทำให้เสียรสชาติในการกิน ฉะนั้นในวันนี้เราจึงอยากมานำเสนอสูตรวิธีทำกากหมู ให้กรอบและหอมหวาน ทานเล่นยังอร่อย
วิธีการทำ
1.นำหนังหมูติดมันหั่นเป็นชิ้นๆเยอะหรือน้อยก็แล้วแต่ต้องการ
2. นำน้ำส้มสายชูเทลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว ไม่ต้องเยอะมาก (หากใช้หนังหมูประมาณ 2 กิโลกรัม ให้ใช้น้ำส้มสายชู 3/4 ช้อนโต๊ะ)
3. จากนั้นนำหนังหมูเทใส่กระทะที่ตั้งไฟ โดยเลือกใช้ไฟปานกลาง
4. ควรหมั่นคน หมูกรอบของคุณจะได้สุกและเหลืองเท่าๆ กัน
5. ทำการเจียวจนน้ำมันเริ่มออก และให้คุณทำการสังเกตว่า ถ้าหากน้ำมันเริ่มแตกจากหนังหมู(เสียงกระเด็นโพละๆ) ไม่ต้องกลัว ให้นำหนังหมูลงจากเตา
6. ทำการตักกากหมูออกจากน้ำมันขึ้นพักทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง
7. นำน้ำมันที่เหลือมาตั้งไฟ โดยใช้ไฟแรงกว่าเดิม รอจนน้ำมันร้อนได้ที่
8. เมื่อน้ำมันร้อนแล้ว ให้เทหนังหมูเราลงไปทอดอีกครั้ง หมั่นคนเหมือนเดิม หนังหมูจะเริ่มฟูเริ่มพอง
9. เมื่อได้ยินเสียงหนังหมูแตก แล้วก็จะค่อยๆ เริ่มเหลืองขึ้นๆ พอเหลืองสวยก็เป็นอันเสร็จ
10. จากนั้นตักออกจากน้ำมันขึ้นพักให้เย็น ทานคู่กับน้ำพริก, ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยวหรือจะทานเล่นก็ยังได้
หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว น้ำลายสอกันเลยใช่ไหมละ แถมได้ทราบถึงสูตรวิธีทำกากหมู ให้กรอบและหอมหวาน ทานเล่นยังอร่อยกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็อย่ารอช้าเข้าครัวไปทำกันเถอะ
ขอบคุณข้อมูล http://www.thaijobsgov.com/jobs/79374
อาหาร 8 อย่างที่ป้องกันมะเร็งได้ดี หาได้ง่ายในท้องตลาด กินแล้วดีต่อร่างกาย+++
วันนี้เรามีเคล็ดลับและสาระดีๆสำหรับใครที่ชอบใช้อาหารแต่ละอย่างมาทานเพื่อสุขภาพ วันนี้เรามีอาหารดีๆมาแนะนำ มาดูกันเลย
1. เห็ดเป็นอาหารป้องกันมะเร็งที่ได้รับความยอมรับกันทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะเห็ดหอม สามารถเสริมภูมิต้านทานของเซลล์ร่างกาย คล้ายๆ กับการบำรุงเลือดลม มีข่าวรายงานว่า ชาวเขาที่รับประทานเห็ดทุกวันในเขตบอสเนีย ไม่เคยเป็นหวัดและเป็นมะเร็ง
2. แอปเปิ้ล ผลการวิจัยพบว่า วิตามันซีในแอปเปิ้ลสามารถยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็ง ทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้เซลล์มะเร็งกลายเป็นเซลล์ปกติ ซึ่งฝั่งตะวันตกมีสำนวนว่า รับประทานแอปเปิ้ลวันละลูก ไม่ต้องไปหาหมออีกต่อไป
3.สาหร่าย ทะเล เลือดของผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นกรด ในสาหร่ายทะเลมีสารแคลเซียมมาก สามารถปรับปรุงความสมดุลระหว่างกรดกับด่างในเลือด จึงป้องกันมะเร็งได้ นอกจากนี้ เนื่องจากเซลลูโรสในสาหร่ายทะเลย่อยยาก เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น จึงช่วยขับถ่ายสารก่อมะเร็งออกจากร่างกายได้
4.ใบชา นักวิทยาศาสตร์เอาใบชาผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์แล้วให้หนูทดลองที่เป็นมะเร็ง กิน ปรากฎว่า หลังจากกินเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้ว เซลล์มะเร็งในตัวหนูลดลง และสารบางชนิดในใบชาสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งทั่วทั้งตัวได้ ดื่มน้ำชาบ่อยๆ ไม่เพียงแต่ป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิดเท่านั้น หากยังป้อกันมะเร็งได้ด้วย
5.ข้าว โพด ซึ่งนอกจากมีสรรพคุณป้องกันและช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแข็งตัวและนิ่วแล้ว ยังมีบทบาทป้องกันมะเร็งด้วย โดยเฉพาะในแป้งข้าวโพดมีกรดอะมีโนมากมาย ป้องกันมะเร็งและฆ่าเซลล์มะเร็งได้
6. ถั่วเหลืองมีสารป้องกันมะเร็งอย่างน้อย 5 ชนิด ซึ่งมีชนิดหนึ่งคล้ายคลึงกับยารักษามะเร็งเต้านมที่ใช้กันทั่วไป จึงมีสรรพคุณป้องกันมะเร็งเต้านมได้ดี
7.ผักพวกต้นหอม กระเทียมและหัวหอม ผลการทดลองในสัตว์ปรากฎว่า ผักประเภทนี้สามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอดและมะเร็งตับ โดยเฉพาะในหัวหอมมีสารชนิดหนึ่งสามารถเสริมภูมิคุ้มกันและยับยั้งการแพร่ กระจายของเซลล์มะเร็งได้
8. แมงกะพรุนมีสารชนิดหนึ่งที่ป้องกันเชื้อไวรัส และมะเร็งได้
นอก จากพืชชนิดต่างๆ แล้ว เนื้อสัตว์ก็ป้องกันมะเร็งได้ด้วย เช่น เนื้อวัว นักวิจัยสหรัฐฯ พบว่า ในเนื้อวัวมีสารชนิดหนึ่งที่ยับยั้งสารก่อมะเร็งได้
และหวังว่าจะสกัดสารป้องกันและรักษามะเร็งจากเนื้อวัวให้เป็นผลสำเร็จใน อนาคต
ส่วนเกล็ดสีขาวของปลาดาบมีโปรตีน เกลืออนินทรีย์และไขมันมาก เมื่อผ่านการแปรรูปแล้ว จะเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตยารักษามะเร็งในโลหิต
ความจริง อาหารทุกชนิดก็มีทั้งคุณและโทษต่อสุขภาพ ที่สำคัญคือรับประทานตามหลักโภชนาการและในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายในวิธีการที่ถูกต้อง โรคภัยไข้เจ็บก็จะไกลจากตัวเรา
Cr. Howlife
1. เห็ดเป็นอาหารป้องกันมะเร็งที่ได้รับความยอมรับกันทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะเห็ดหอม สามารถเสริมภูมิต้านทานของเซลล์ร่างกาย คล้ายๆ กับการบำรุงเลือดลม มีข่าวรายงานว่า ชาวเขาที่รับประทานเห็ดทุกวันในเขตบอสเนีย ไม่เคยเป็นหวัดและเป็นมะเร็ง
2. แอปเปิ้ล ผลการวิจัยพบว่า วิตามันซีในแอปเปิ้ลสามารถยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็ง ทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้เซลล์มะเร็งกลายเป็นเซลล์ปกติ ซึ่งฝั่งตะวันตกมีสำนวนว่า รับประทานแอปเปิ้ลวันละลูก ไม่ต้องไปหาหมออีกต่อไป
3.สาหร่าย ทะเล เลือดของผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นกรด ในสาหร่ายทะเลมีสารแคลเซียมมาก สามารถปรับปรุงความสมดุลระหว่างกรดกับด่างในเลือด จึงป้องกันมะเร็งได้ นอกจากนี้ เนื่องจากเซลลูโรสในสาหร่ายทะเลย่อยยาก เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น จึงช่วยขับถ่ายสารก่อมะเร็งออกจากร่างกายได้
4.ใบชา นักวิทยาศาสตร์เอาใบชาผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์แล้วให้หนูทดลองที่เป็นมะเร็ง กิน ปรากฎว่า หลังจากกินเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้ว เซลล์มะเร็งในตัวหนูลดลง และสารบางชนิดในใบชาสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งทั่วทั้งตัวได้ ดื่มน้ำชาบ่อยๆ ไม่เพียงแต่ป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิดเท่านั้น หากยังป้อกันมะเร็งได้ด้วย
5.ข้าว โพด ซึ่งนอกจากมีสรรพคุณป้องกันและช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแข็งตัวและนิ่วแล้ว ยังมีบทบาทป้องกันมะเร็งด้วย โดยเฉพาะในแป้งข้าวโพดมีกรดอะมีโนมากมาย ป้องกันมะเร็งและฆ่าเซลล์มะเร็งได้
6. ถั่วเหลืองมีสารป้องกันมะเร็งอย่างน้อย 5 ชนิด ซึ่งมีชนิดหนึ่งคล้ายคลึงกับยารักษามะเร็งเต้านมที่ใช้กันทั่วไป จึงมีสรรพคุณป้องกันมะเร็งเต้านมได้ดี
7.ผักพวกต้นหอม กระเทียมและหัวหอม ผลการทดลองในสัตว์ปรากฎว่า ผักประเภทนี้สามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอดและมะเร็งตับ โดยเฉพาะในหัวหอมมีสารชนิดหนึ่งสามารถเสริมภูมิคุ้มกันและยับยั้งการแพร่ กระจายของเซลล์มะเร็งได้
8. แมงกะพรุนมีสารชนิดหนึ่งที่ป้องกันเชื้อไวรัส และมะเร็งได้
นอก จากพืชชนิดต่างๆ แล้ว เนื้อสัตว์ก็ป้องกันมะเร็งได้ด้วย เช่น เนื้อวัว นักวิจัยสหรัฐฯ พบว่า ในเนื้อวัวมีสารชนิดหนึ่งที่ยับยั้งสารก่อมะเร็งได้
และหวังว่าจะสกัดสารป้องกันและรักษามะเร็งจากเนื้อวัวให้เป็นผลสำเร็จใน อนาคต
ส่วนเกล็ดสีขาวของปลาดาบมีโปรตีน เกลืออนินทรีย์และไขมันมาก เมื่อผ่านการแปรรูปแล้ว จะเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตยารักษามะเร็งในโลหิต
ความจริง อาหารทุกชนิดก็มีทั้งคุณและโทษต่อสุขภาพ ที่สำคัญคือรับประทานตามหลักโภชนาการและในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายในวิธีการที่ถูกต้อง โรคภัยไข้เจ็บก็จะไกลจากตัวเรา
Cr. Howlife
Howlife
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
























